วันพุธที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กินอยู่ตามกลุ่มชาติพันธ์ : กินแบบชาวมอญ

กลุ่มชาวมอญนับว่าเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่ยังคงเหลือเอกลักษณ์ของอาหารการกินมากที่สุด และยังคงสืบทอดทำกันอยู่ในวิถีชีวติประจำวันมากกว่าบรรดากลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ในเมืองราชบุรี

ชาวมอญในจังหวัดราชบุรี ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำแม่กลองในเขตอำเภอบ้านโป่งและอำเภอโพธาราม วิถีชีวิตส่วนใหญ่จึงทำนาปลูกข้าว อาหารหลักจึงได้แก่ ข้าวและบรรดาสัตว์น้ำต่างๆ ที่หาได้จากแม่น้ำ โดยเฉพาะปลา  และนิยมใช้ผักพื้นบ้านมาปรุงแต่งเป็นอาหาร ผักที่ชาวมอญนำมาปรุงเป็นอาหารมักจะเป็นผักที่มีอยู่ตามฤดูกาล โดยมากมักจะเป็นผักที่มีเมือกลื่นและออกรสเปรี้ยว เช่น กระเจี๊ยบเขียวหรือบอกะต๊าด  ใบกระเจี๊ยบแดงหรือฮะเจ๊บ ผักปลังหรืออะนิงลาง เป็นต้น

แกงที่นิยมทำได้แก่ แกงส้มคล้ายของไทยแต่จะหนักเครื่องแกงเพื่อดับกลิ่นคาว และจะใส่กระชายกับข้าวเบือลงไปด้วย ไม่ใส่น้ำตาล แกงส้มของชาวมอญจึงมีรสเปรี้ยวเค็ม และมักจะแกงกับผักรวมหรือผักที่มีตามฤดูกาล เช่น เดือนห้าต่อเดือนหก แกงส้มลูกสั้นที่คนมอญเรียกลูกอะล้อด เดือนแปดถึงเดือนเก้ากินแกงส้มมะตาดหรือฮะเปร๊า ส่วนแกงกะทิพวกแกงคั่วก็เป็นที่นิยม เช่นแกงขี้เหล็ก แกงคั่วลูกตาลกับถั่วเขียวแกง  ที่ไม่ใส่กะทิ ก็ได้แก่ แกงเลียง ต้มเค็มใบส้มป่อย แกงบอน ฯลฯ โดยเฉพาะแกงบอนจะนิยมทำเลี้ยงในงานบุญมากกว่าทำกินในชีวิตประจำวัน เพราะมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก

อย่างไรก็ดี อาหารประจำสำหรับสำรับของชาวมอญ ที่ต้องมีทุกมื้อขาดไม่ได้ คือ น้ำพริก ได้แก่ น้ำพริกปลาย่าง น้ำพริกตาแดง  น้ำพริกกะปิ นำพริกกุ้งแห้ง และน้ำปลายำ โดยเฉพาะน้ำปลายำ จัดเป็นอาหารพื้นถิ่นกินเฉพาะชาวมอญอีกอย่างหนึ่ง น้ำพริกชนิดต่างๆ จะกินกับผักสด ผักดองหรือผักต้ม ตามแต่ประเภทของน้ำพริก และมีปลาเค็มกินเป็นเครื่องเคียงด้วยเช่นกัน

นอกจากอาหารที่กินในวิถีชีวิตประจำวันของชาวมอญแล้ว ยังมีอาหารที่ทำขึ้นในเทศกาลสงกรานต์โดยเฉพาะและเป็นที่รู้จักกันดีของคนทั่วไปจนทุกวันนี้ ได้แก่ ข่าวแช่ หรือชาวมอญเรียกว่า เปิงดาจก์ แปลว่า ข้าวน้ำ  ข้าวแช่นั้นเป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับพืธีกรรม  มีขั้นตอนในการทำค่อนข้างพิถีพิถัน ใช้เวลาในการจัดเตรียมมาก  และเมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะต้องนำไปถวายบูชาต่อเทวดา จากนั้นจะนำไปถวายพระ และแบ่งไปส่งผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เหลือจากนั้นจึงจะนำมาตั้งวงแบ่งกันกินกันเองภายในครัวเรือน

การกินข้าวแช่ เป็นการกินอาหารที่สอดรับกับสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี เพราะช่วงฤดูร้อน การกินอาหารที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากๆ ทำให้ย่อยง่าย ลดอุณหภูมิภายในร่างกาย คลายร้อนสร้างสมดุลภายในร่างกาย นับเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดในการเลือกกินของชาวมอญเป็นอย่างยิ่ง

แกงมะตาด (ฟะฮะเปร๊า) : อาหารสูตรเด็ดของชาวมอญ
แกงมะตาดหรือฟะฮะเปร๊าในภาษามอญ เป็นแกงแบบแกงส้มของคนไทย แต่น้ำแกงจะข้นเพราะใส่เนื้อปลามาก เครื่องแกงจึงต้องหนักกระชายเพื่อดับคาวปลา ปกติแล้วแกงส้มของชาวมอญมักไม่ใส่น้ำตาล เพื่อให้น้ำแกงมีรสเปรี้ยวและเค็ม โดยเฉพาะลูกมะตาดนั้น จะมีรสเปรี้ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าหากยังเปรี้ยวไม่พออาจจะใส่น้ำส้มมะขามเพิ่มลงไปอีกได้  ชาวมอญจะแกงส้มใส่ผักที่มีตามฤดูกาล อย่างเช่น แกงมะตาด นี้จะแกงกินในช่วงเดือนแปดถึงเดือนเก้า เท่านั้น

เครื่องปรุง
พริกแห้ง 5 เม็ด ฉีกแช่น้ำ กระชาย 5 ราก หอมแดง 4-5 หัว ผิวมะกรูดเล็กน้อย ตะไคร้เล็กน้อย กะปิ น้ำปลา

วิธีทำ
ทำตามขั้นตอนดังนี้
  1.  คั้นพริกแห้งแช่น้ำ ตำพร้อมกับผิวมะกรูดและตะไคร้ให้ละเอียด
  2. โขลกตะไคร้ หอมแดง กระชาย และกะให้เข้ากับเครื่องปรุงในข้อ 1
  3. ละลายเครื่องแกงใส่น้ำพอสมควร ใส่มะตาดที่สับแล้วหั่นตามทางยาวเป็นชิ้นเล็กๆ
  4. ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาสดหรือปลาย่างตามต้องการ ถ้าหากต้องการน้ำแกงข้น แบ่งเนื้อปลาโขลกกับเครื่องแกง
  5. มะตาดมีรสเปรี้ยว ปรุงรสด้วยน้ำปลา หากรสเปรี้ยวไม่พอ เติมนำมะขามตามใจชอบ
*************************************************

ที่มาข้อมูล
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี. (2554). นิทรรศการอาหารการกินพื้นถิ่นคนราชบุรี. ณ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2554.
อ่านต่อ >>

กินอยู่ตามกลุ่มชาติพันธ์ : กินแบบชาวลาว

กลุ่มชาติพันธ์ลาวที่อยู่อาศัยในเมืองราชบุรีนั้น ประกอบไปด้วย โซ่ง ไท-ยวน และลาวเวียง ถูกกวาดต้อนจากการศึกสงครามเข้ามาอยู่ที่เมืองราชบุรีในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในเวลาใกล้เคียงกัน ชาวลาวเหล่านี้มาจากที่ต่างๆ กัน  มีภาษาพูดและวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ในเรื่องอาหารการกินนับว่ายังมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก โดยเฉพาะการกินอาหารที่ไม่มัน จึงไม่นิยมกินอาหารที่มีความมัน เช่น แกงกะทิ แต่จะหนักไปทางรสชาติเผ็ดและเค็ม ด้วยการใส่ปลาร้าเพื่อปรุงอาหาร เช่น

กลุ่มไท-ยวน จะนิยมแกงหน่อไม้เปรี้ยวที่ทำจากหน่อไม้รวกที่หาได้มาดองกิน แกงใส่หอยกาบทั้งเปลือก แกงเลียงผักต่างๆ หรือแกงหยวกกล้วยอาหารยอดนิยมที่เป็นแกงกะทิแบบแกงคั่ว แต่ก็มีเครื่องปรุงคือน้ำปลาร้าเป็นตัวชูรส

ในขณะที่ลาวโซ่งจะมีอาหารประเภทที่คล้ายกับอาหารลาวมากที่สุด คือ อาหารประเภทลาบเลือด ที่ทำจากเนื้อหมูต้มนำมาสับให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเลือดหมูสดๆ ปรุงรสด้วยพริก น้ำปลา มะนาว หอม กระเทียมและเครื่องเทศต่างๆ เป็นอาหารยอดนิยมของชาวโซ่งในอดีต เพราะเชื่อกันว่ากินแล้วจะทำให้แข็งแรง และยังมีอาหารประเภทยำ เช่น จุ๊บผัก เป็นการยำผักด้วยเครื่องแกงเผ็ดผสมกับเนื้อสัตว์ รสชาติจะเผ็ดและเปรี้ยว

ส่วนชาวลาวเวียงนั้น ในเรื่องอาหารการกินจะไม่แตกต่างกันมากนัก มักจะกินอาหารประเภทแกงเผ็ดแกงคั่ว เช่นกัน แต่สิ่งที่คล้ายกันสำหรับชาวลาวเหล่านี้คงหนีไม่พ้น น้ำพริกปลาร้า ที่กินกับผักได้ทุกชนิด ชาวลาวในราชบุรีแต่เดิมจะกินข้าวเหนียว เช่น ลาวโซ่ง และไท-ยวน แต่ปัจจุบันได้หันมากินข้าวเจ้าแทน

อาหารของชาวลาวจะมีข้าว และปลาเป็นหลัก รวมทั้งสัตว์อื่นๆ ที่หาได้จากแหล่งน้ำต่างๆ เช่น หอยกาบ หอยเลียด กุ้งฝอย ฯลฯ จะไม่ค่อยกินสัตว์ใหญ่ นอกจากเวลามีงานพิธีใหญ่ๆ จึงจะฆ่าหมู วัว ควายและไก่กินสักครั้งหนึ่ง เช่น พิธีเซ่นไหว้ผีต่างๆ ของชาวลาวโซ่ง เป็นต้น

แกงหยวกใส่หอยกาบ : อาหารสูตรเด็ดของชาวไท-ยวน
แกงหยวกเป็นแกงกะทิประเภทแกงคั่วของชาวไท-ยวนที่นิยมกินมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นิยมแกงกับหอยกาบ เนื่องจากหาได้ง่ายตามหนองบึงต่างๆ แต่ถ้าไม่มี จะใส่เป็นเนื้อไก่หรือหอยแมลงภู่แทนก็ได้ หยวกกล้วยที่นำมาใช้แกงจะเลือกเอาแต่ใส้กลางมาใช้ ฝานตามขวางให้เป็นฝอยบาง เส้นใยและน้ำฝาดยางกล้วยมีคุณสมบัติที่ดีแก่ท้องและลำไส้

เครื่องปรุง
หยวกกล้วยหั่นฝอย หอยกาบ กะทิ พริกแห้ง ข่า ตะไคร้  หอม ผิวมะกรูด  กระเทียม ปลาร้า

วิธีทำ
  1. นำพริกแห้ง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียม ผิวมะกรูด มาโขลกเป็นน้ำพริกแกง
  2. นำปลาร้ามาสับให้ละเอียดและใส่ครกตำรวมกับพริกแกง
  3. ละลายเครื่องแกงใส่ในน้ำกะทิ ตั้งไฟจนเดือด ใส่หอยกาบและหยวหกล้วยหั่นฝอย พอเดือดอีกครั้งยกลงจากเตา
********************************************

ที่มาข้อมูล
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี. (2554). นิทรรศการอาหารการกินพื้นถิ่นคนราชบุรี. ณ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2554.
อ่านต่อ >>

กินอยู่ตามกลุ่มชาติพันธ์ : กินแบบชาวกะเหรี่ยง

ชาวกะเหรี่ยงในราชบุรีจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่ราบสูงในเขตอำเภอสวนผึ้ง อำเภอจอมบึง อำเภอบ้านคา มีภูเขาตะนาวศรีและภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนในพื้นที่ และอยู่ติดชายแดนประเทศสหภาพพม่า จากวิถีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามป่าเขา ดังนั้นอาหารของชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ ได้แก่พืชผักที่หาได้จากธรรมชาติและสัตว์ที่ล่าได้จากป่า หรือปูปลาที่ได้จากลำห้วยลำธาร ข้าวที่กินก็เป็นข้าวไร่

อาหารในชีวิตประจำวันของชาวกะเหรี่ยงในอดีต คือ ข้าวกับพริกและเกลือ ชาวกะเหรี่ยงนิยมบริโภคอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เช่น น้ำพริก แกงเผ็ด แกงส้ม ชาวกะเหรี่ยงจะปลูกพริกไว้ตามไร่สำหรับไว้กินเอง และพริกของชาวกะเหรี่ยง จะขึ้นชื่อในความเผ็ดร้อนกว่าพริกไหนๆ เครื่องแกงหลักประกอบด้วย พริก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด กะปิ (ปลาร้า) ตำให้เข้ากัน  แต่ถ้าเป็นแกงเผ็ดจะใช้เนื้อสัตว์กับมะเขือเป็นส่วนประกอบ  เนื้อสัตว์ที่ใช้ในการปรุงอาหารจะเป็นจำพวกสัตว์ที่ล่าได้จากป่า เช่น เก้ง กวาง ค่าง กระต่าย แย้ ฯลฯ ถ้าเป็นแกงส้มก็ใช้เครื่องแกงเดียวกัน แต่ไม่นิยมใส่เนื้อสัตว์ แต่ใช้ผักที่มีรสเปรี้ยว ได้แก่ ใบกระเจี๊ยบป่า มะเขือส้ม ฯลฯ เพื่อช่วยในการปรุงรสอาหาร

ส่วนน้ำพริกของคนกะเหรี่ยงมีปลาร้าหรือคนกะเหรี่ยงเรียกว่ากะปิ เป็นเครื่องปรุงสำคัญ นำมาตำกับพริกปรุงรสด้วยเกลือ กินกับผักสด ผักต้ม หรือผักเสี้ยนดอง อาหารของชาวกะเหรี่ยงจะไม่ปรุงรสหวาน เพราะไม่มีน้ำตาลใช้ ชาวกะเหรี่ยงจะกินผลไม้ที่ปลูกอยู่ในสวนภายในบ้านหรือที่มีอยู่ตามไร่ เช่น กล้วย อ้อย ส้มโอ ฯลฯ ส่วนขนมหวานของชาวกะเหรี่ยงจะมีเพียงข้าวห่อที่กินเฉพาะในงานพิธีเรียกขวัญของชาวกะเหรี่ยง หรือที่เรียกว่าประเพณีกินข้าวห่อ เท่านั้น

ข้าวห่อของชาวกะเหรี่ยงจะเป็นข้าวเหนียวนำมาห่อด้วยใบตองหรือใบไผ่ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมทรงกรวย นำไปต้มให้สุก เวลากินจะจิ้มกินกับน้ำผึ้งเท่านั้น แต่ในปัจจุบันจะประยุกต์กินจิ้มกับมะพร้าวเคี่ยวกับน้ำตาลคล้ายหน้ากะฉีกของคนไทยแทน

แกงข้าวคั่วหน่อไม้เปรี้ยวใส่ไก่ :  อาหารสูตรเด็ดของชาวกะเหรี่ยง
แกงข้าวคั่วใส่เนื้อสัตว์ที่ล่าได้จากป่า เช่น เก้ง กวาง ค่าง กระต่าย อึ่ง ฯลฯ แกงกับผักที่หาได้ตามบ้านเช่น หยวกกล้วยแตงเปรี้ยว (แตงกวาหรือแตงร้านที่ทิ้งไว้จนสุกเปลือกเป็นสีเหลือง) ยอดผักป่า หรือหน่อไม้เปรี้ยวที่ชาวกะเหรี่ยงดองไว้กินเอง เป็นแกงเผ็ดยอดนิยมของชาวกะเหรี่ยงในอดีต ลักษณะคล้ายแกงป่า  แต่จะใส่ปลาร้ากะเหรี่ยง รสชาติจะเผ็ดจัดและเค็ม อาจจะด้วยเพราะต้องการดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ป่าที่นำมาใช้แกงก็เป็นได้

เครื่องปรุง
เนื้อไก่บ้านหั่นให้เป็นชิ้นๆ  พร้อมเลือดไก่ที่รองใส่ชามเก็บไว้ พริก ตะไคร้ หัวหอม ปลาร้ากะเหรี่ยง ข้าวคั่ว และหน่อไม่เปรี้ยว ใบยี่หร่าหรือโหระพา

วิธีทำ
  1. หั่นเนื้อสัตว์ต่างๆ ให้เป็นชิ้นพอแกง
  2. โขลกพริก ตะไคร้ และหัวหอมไว้เป็นพริกแกง
  3. นำหน่อไม้ดองผัดรวมกับพริกแกงและปลาร้า ผัดให้เข้ากันดีแล้วจึงใส่น้ำให้ท่วม พอเดือดจึงใส่เนื้อไก่ และเลือดไก่ที่รองเก็บไว้ ปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่ใบยี่หร่าและใส่ข้าวคั่ว (ข้าวสารที่คั่วจนเหลืองและนำมาทุบพอให้แหลก) เป็นลำดับสุดท้าย
***********************************************************

ที่มาข้อมูล
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี. (2554). นิทรรศการอาหารการกินพื้นถิ่นคนราชบุรี. ณ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2554.
อ่านต่อ >>

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กินอยู่ตามกลุ่มชาติพันธ์ : กินแบบชาวเขมร

ชาวเขมรราชบุรีเป็นกลุ่มชนที่มีจำนวนไม่มากนัก และแบ่งตามภาษาพูดได้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่พูดคล้ายภาษาลาวอีสานจะเรียกว่า เขมรลาวเดิม อาศัยกระจัดกระจายอยู่หลายพื้นที่ในจังหวัดราชบุรี เช่น บางส่วนของตำบลคุ้งกระถิน และตำบลคุ้งน้ำวน เขตอำเภอเมืองราชบุรี อำเภอวัดเพลงที่ตำบลวัดเพลง ตำบลวัดเกาะศาลพระ บ้านโคกพริด อำเภอบางแพ ฯลฯ

ส่วนชาวเขมรอีกกลุ่มหนึ่งนั้น ใช้ภาษาพูดเช่นเดียวกับชาวเขมรประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน กลุ่มชาวเขมรกลุ่มนี้จะอาศัยอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านตะวันออกของเมืองราชบุรี เช่น บ้านพงสวาย บ้านคลองแค บ้านคุ้งกระถิน เขตอำเภอเมืองราชบุรี บ้านสนามชัย อำเภอโพธาราม และบ้านโคกพระ อำเภอปากท่อ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมการกินของกลุ่มชาวเขมรเหล่านี้ ไม่ได้มีความแตกต่างจากกลุ่มชนอื่นมากนัก และส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำไร่ ทำนา ทำสวน อาหารการกินจึงปรุงแต่งจากพืชพรรณธัญญาหารที่มีอยู่ในท้องถิ่น กินข้าวกินปลา เป็นหลัก มีแกงส้ม แกงคั่ว และน้ำพริกผักจิ้มต่างๆ 

นอกจากนี้ยังนำปลาตะเพียนมาหมักกับข้าวสุกและเกลือจนมีรสเปรี้ยวเรียกว่า ปลาข้าวสุก นำมาปิ้งกินกับข้าว หรือนำปลาตะเพียนมาหมักกับข้างเหนียวเกลือและใส่แป้งเชื่อหมักทิ้งไว้จนออกรสเปรี้ยวก็จะได้ ปลาข้าวหมาก นำมาหลนกับกะทิ กินกับผักต่างๆ  

หลนปลาข้าวหมาก : อาหารสูตรเด็ดของชาวเขมรลาวเดิม
ในอดีตชาวเขมรลาวเดิมแถบวัดเพลง วัดเกาะศาลพระ นิยมนำปลาตะเพียนที่หามาได้ มาแปรรูปเป็นปลาส้มและปลาข้าวหมากเก็บไว้กินเองภายในครัวเรือน  โดยเฉพาะปลาข้าวหมากจะนิยมนำมาหลนกับกะทิกินกับผักสดชนิดต่างๆ เป็นอาหารที่ทำกินเป็นประจำ เพราะปลาข้าวหมากนั้นเมื่อหมักใส่ไหแล้วจะเก็บไว้กินได้เป็นเวลานาน

เครื่องปรุง
ปลาข้าวหมาก กะทิ หอมแดง ตะไคร้ ใบมะกรูด

วิธีทำ
  1. ใส่กะทิลงในหม้อพอให้ท่วมปลาข้าวหมาก
  2. ทุบหัวหอมแดงพอแหลกและซอยตะไคร้เป็นชิ้นใส่รวมลงไปในหม้อ
  3. ตั้งไฟให้เดือดจนเนื้อปลายุ่ยรวมไปกับกะทิ ใส่ใบมะกรูด
**************************************************

ที่มาข้อมูล
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี. (2554). นิทรรศการอาหารการกินพื้นถิ่นคนราชบุรี. ณ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2554.
อ่านต่อ >>

อาหารบ้านเจ๊กฮวด คลองดำเนินสะดวก ร.ศ.123

ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองราชบุรี เมื่อ รศ.123 (พ.ศ.2447) พระองค์ได้เสด็จประพาสต้นยังคลองดำเนินสะดวก เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม การเสด็จประพาสในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงนิพนธ์เป็นจดหมายเล่าเรื่องการเสโ้จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 ไว้ว่า

"ขณะนั้น น้ำกำลังเจิ่งนองท่วมทุ่ง ทรงโปรดให้หยุดกระบวนเรือที่วัดโชติทายการาม  ครั้นเวลาบ่ายก็ทรงเรือเล็กพายไปประพาสทุ่ง  และไร่นาที่ถูกน้ำท่วม ในขณะนั้นยายผึ้งเจ้าของไร่กำลังเก็บหอม กระเทียมตากแดดบนหลังคา แลเห็นเรือเล็ก ก็เข้าใจว่าเป็นเรือขุนนางที่ตามเสด็จ ก็ร้องเชื้อเชิญให้แวะบนเรือน เท่านั้นยังไม่พอ  ยายผึ้งยังได้ยกหม้อข้าวกับกระบะไม้ใส่ชามกะลา มีผักกาด ผัดหมู  ปลาเค็มน้ำพริกกับอะไรอีกอย่างหนึ่งซึ่งแกหาไว้สำหรับแกกินเองในเวลาเย็น มาตั้งจะเลี้ยงอีก  พอยายผึ้งเชิญ พวกเราก็เข้าล้อมสำรับกับพระเจ้าอยู่หัวด้วยกัน ว่ากันคนละคำสองคำ

เจ้าเจ๊กฮวด ลูกยายผึ้ง อายุราวสัก 20 ปี มาช่วยยกสำรับคับค้อน ขณะเมื่อพวกเรากินเลี้ยง เจ๊กฮวดมันนั่งดูพระเจ้าอยู่หัวอยู่ประเดี๋ยว เอ่ยว่า "คล้ายนักขอรับ คล้ายนักขอรับ" ถามว่าคล้ายอะไร มันบอกว่าคล้ายรูปที่เขาตั้งไว้ตามเครื่องบูชา พอประเดี๋ยวก็ลุกขึ้นนั่งยองๆ เอาผ้าปูกราบพระเจ้าอยู่หัว บอกว่า "แน่และขอรับไม่ผิดละ เหมือนนัก" ยายผึ้ง ยายแพ่ง เลยรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัว แต่ก็ได้รับพระราชทานมากอยู่เห็นจะหลายสิบเท่าราคาสำรับกับข้าวที่ยายผึ้งเลี้ยง"

พระนิพนธ์เล่าเรื่องการเสด็จประพาสต้นคลองดำเนินสะดวกนี้ สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมการกินของผู้คนแถบคลองดำเนินสะดวกที่ถึงแม้จะเป็นลูกหลานชาวจีนที่เกิดในประเทศไทย  แต่ก็ได้เอาวัฒนธรรมการกินแบบพื้นบ้านของไทย ผสมผสานกับวัฒนธรรมแบบจีนอย่างเห็นได้ชัด

จะเห็นได้ว่าในสำรับของยายผึ้งจะมีน้ำพริกที่กินเคียงกับปลาเค็ม  อันเป็นอาหารพื้นบ้านของคนไทย แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีผัดผักกาดกับหมู ซึ่งเป็นลักษณะการปรุงอาหารแบบผัดผักแบบจีนรวมอยู่ในสำรับ  นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงวิธีการจัดสำรับของคนราชบุรีในอดีต  โดยเฉพาะแถบดำเนินสะดวกและบางแพ จะนิยมจัดสำรับใส่ในกระบะไม้ เช่นเดียวกับสำรับของยายผึ้งที่ปรากฏอยู่ในนิพนธ์

เจ๊กฮวด ตามเรื่องนี้ ภายหลังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ แต่งตั้งเป็นมหาดเล็ก ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านก็เรียกกันว่า เจ๊กฮวดมหาดเล็ก เรื่องของเจ๊กฮวดนี้ได้กลายเป็นตำนานเล่าขานแห่งคลองดำเนินสะดวกมาจนทุกวันนี้

**************************************

ที่มาข้อมูล
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี. (2554). นิทรรศการอาหารการกินพื้นถิ่นคนราชบุรี. ณ บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2554.
อ่านต่อ >>